บนรถไฟใต้ดิน เราน่าจะพูด 죄송합니다 (joesonghamnida) ไปเป็นร้อยรอบได้ ทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรผิดสักอย่าง
คนทำหน้าใส่เราตลอด
ชั่วโมงเร่งด่วน สาย 2 ใกล้ถึงสถานีที่ต้องลงแล้วแต่ตู้แน่นเอี้ยด
เราก็ทำตามที่เรียนมา "죄송합니다" เราพูดไปพลาง เบียดตัวไปทางประตูพลาง
คนหลบให้อยู่หรอก แต่สีหน้าแปลก ๆ กันหมด สายตาแบบ เอ๊ะ-เด็กคนนี้ไปทำอะไรมา
มีคุณลุงคนหนึ่งถึงขั้นหันกลับมาถามว่า "왜요?" — ทำไมเหรอ เราตอบไม่ถูกเลย ก็เราแค่จะขอเดินผ่านลุงเท่านั้นเอง
การขอทางผ่านมีประโยคแยกของมันเอง
เราไปถามเพื่อน เพื่อนบอกทันทีเลย
เวลาจะเดินผ่าน มีประโยคเฉพาะของมันแยกต่างหากอยู่แล้ว
죄송합니다 มีไว้ตอน ทำอะไรผิดมาจริง ๆ เหยียบเท้าใคร เดินชนใคร หรือไปสาย
การเดินผ่านมันไม่ใช่ความผิดนี่นา เพราะงั้นทุกครั้งที่เราขอโทษ อีกฝ่ายก็เลยค้างอยู่กับคำถามว่า ขอโทษเรื่องอะไร
| สถานการณ์ | ที่เราพูด | ที่ถูกต้อง |
|---|---|---|
| เบียดผ่านผู้คน | 죄송합니다 | 잠시만요 |
| เรียกพนักงานในร้านอาหาร | 죄송합니다 | 저기요 |
| เหยียบเท้าคนอื่น | 죄송합니다 | 죄송합니다 (อันนี้ถูกแล้ว) |
| ทักคนแปลกหน้าเพื่อถามทาง | 죄송합니다 | 저기요 |
저기요 เป็นอย่างที่สามอีกต่างหาก
ตรงนี้แหละที่เราสะดุดอีกรอบ
ที่ร้านอาหาร เราพยายามเรียกพนักงานด้วย "잠시만요" ไม่มีใครมาเลยสักคน
ก็แหงล่ะ 잠시만요 แปลว่า ฉันกำลังจะขอผ่าน ช่วยรอแป๊บหนึ่งนะ มันคือการขอความอดทนชั่วครู่ ไม่ได้เรียกใครให้เดินมาหา
ถ้าจะเรียกคนมา ต้องเป็น 저기요 (jeogiyo)
สุดท้ายเราแยกสามคำนี้ได้ยังไง
พูดตรง ๆ ตอนแรกเราจับความต่างไม่ได้เลย เพราะทั้งสามคำแปลเป็นอังกฤษก็ excuse me หมด
แต่พอคิดเป็นกรอบแบบนี้ปุ๊บ ทุกอย่างก็เข้าที่
- 잠시만요 — ตอนที่คนขยับคือเรา
- 저기요 — ตอนที่อยากให้อีกฝ่ายขยับมาหาเรา
- 죄송합니다 — ตอนที่เราทำผิดมาจริง ๆ
พอได้กรอบนี้มา ชีวิตบนรถไฟใต้ดินก็ง่ายขึ้นเยอะ ไม่ต้องคอยอ่านสีหน้าใครอีกแล้ว
แต่ยังมีอีกคำที่เรายังไขไม่ออก
มันมีอีกประโยคหนึ่งชื่อ 실례합니다 (sillyehamnida) ว่ากันว่าใช้ในสถานการณ์ที่เป็นทางการกว่า
เรายังไม่ค่อยรู้เลยว่าต้องใช้เมื่อไหร่ เคยได้ยินว่าเป็นคำที่พูดตอนเดินเข้าห้องประชุมที่ทำงาน แต่ยังไม่มั่นใจพอ เลยยังไม่เคยลองใช้
โอเค สารภาพหมดเปลือกเลยแล้วกัน คำนี้เรายังไม่เข้าใจมันจริง ๆ หรอก แต่แค่รู้สามคำข้างบนให้แม่น ๆ ก็ครอบคลุมชีวิตประจำวันได้เกือบหมดแล้ว
ถ้าใครรู้ว่า 실례합니다 เขาใช้กันตอนไหนจริง ๆ มาเล่าให้ฟังหน่อยนะ



